วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

MIT จัดอันดับ 10 เทคโนโลยีใหม่ที่น่าจับตามองประจำปี 2008

นิตยสาร Technology Review ของ MIT จัดอันดับ 10 เทคโนโลยีใหม่ที่น่าจับตามอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ TR10 มีรายชื่อดังนี้ครับ

Modeling Surprise - การจำลองโมเดลความเสี่ยง (ผมอ่านแล้วนึกถึง Psychohistory)
Probabilistic Chips - ความผิดพลาดทางการคำนวณ (แบบน้อยมากๆ) ในชิปอาจเป็นผลดีต่ออายุแบตเตอรี
NanoRadio - สร้างตัวรับสัญญาณวิทยุด้วย carbon nanotube
Wireless Power - พลังไฟฟ้าแบบไร้สาย (เคยลงข่าวใน Blognone ไปแล้ว)
Atomic Magnetometers - เซนเซอร์วัดสนามแม่เหล็กขนาดเล็กมากๆ ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์หลายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและถูกลง
Offline Web Applications - ในนิตยสารสัมภาษณ์คนของ Adobe คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก AIR
Graphene Transistors - สร้างทรานซิสเตอร์ด้วย graphene (แผ่นคาร์บอน ความหนา 1 อะตอม)
Connectomics - วาดแผนผังการเชื่อมต่อของเส้นประสาท เพื่ออธิบายต้นเหตุของโรคหลายๆ ชนิด
Reality Mining - ทำ data mining จากข้อมูลที่เก็บด้วยมือถือ เพื่ออธิบายพฤติกรรมมนุษย์
Cellulolytic Enzymes - เอนไซม์ที่ช่วยผลิตพลังงานชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ที่มา - MIT Technology Review ผ่าน Slashdot
http://www.blognone.com/node/7235

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

WeB.WalLpAPeR

WEB.WAllPapER.DEsiGn-by.TT
de'Emotion..of..

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

9 โครงการทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เว็บไซต์ Discovery Channel ได้จัดอันดับโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 9 โครงการที่ใหญ่ที่สุด (มีแซวเล่นๆ ด้วยว่า “นับตั้งแต่สร้างปีรามิดขึ้นมา”) ไม่เรียงลำดับ ทั้ง 9 โครงการได้แก่

* Large Hadron collider - น่าจะรู้จักกันหมดแล้ว ถ้ายัง ดูข่าวเก่า
* The International Thermonuclear Experimental Reactor (ITER) - เตาปฏิกรณ์ฟิวชัน ตั้งอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส กำหนดเสร็จปี 2015 ถ้าทำงานแล้วจะผลิตพลังงานฟิวชันได้ 500 MW ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
* สถานีอวกาศนานาชาติ - เวอร์ชันสมบูรณ์ กำหนดเสร็จปี 2011
* หอคอยพลังแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย - สูง 3,280 ฟุตหรือประมาณหนึ่งกิโลเมตร ที่ต้องสร้างให้สูงขนาดนี้เพราะต้องการทดสอบหลัก “อากาศร้อนลอยขึ้น” ว่าจะเอามาปั่นไฟได้ขนาดไหน หอคอยที่ทำงานเต็มประสิทธิภาพจะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 200 MW
* โปรแกรมจำลองสภาพอากาศโลก - เหมือน SETI@Home แต่เป็นการจำลองภาวะโลกร้อนแทน รายละเอียดดูได้จาก climateprediction.net
* กล้องโทรทรรศน์ James Webb Space Telescope - NASA สร้างแทนกล้องฮับเบิลตัวเก่า จะลอยในวงโคจรระดับ 1.5 ล้านกิโลเมตรเหนือผิวโลก สูงกว่าฮับเบิล 3 เท่าตัว กำหนดเสร็จปี 2013
* Svalbard International Seed Vault - นอร์เวย์ขุดถ้ำใต้ภูเขาบนเกาะแถวๆ ขั้วโลกเหนือ เพื่อเก็บรักษาพันธุ์พืชที่เป็นอาหารทุกชนิดในโลก ป้องกันการสูญพันธุ์พืชในอนาคต
* ลิฟต์อวกาศ - เพื่อขนย้ายวัตถุขึ้นสู่วงโคจรได้ในราคาถูกกว่าการยิงจรวด
* ANTARES - กล้องโทรทรรศน์ใต้น้ำ เป้าหมายคือตรวจหาอนุภาคนิวตริโน อยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตอนใต้ของฝรั่งเศส

แหล่งทีมาข้อมูล:Discovery Channel
http://www.blognone.com

9 โครงการทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เว็บไซต์ Discovery Channel ได้จัดอันดับโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 9 โครงการที่ใหญ่ที่สุด (มีแซวเล่นๆ ด้วยว่า “นับตั้งแต่สร้างปีรามิดขึ้นมา”) ไม่เรียงลำดับ ทั้ง 9 โครงการได้แก่

* Large Hadron collider - น่าจะรู้จักกันหมดแล้ว ถ้ายัง ดูข่าวเก่า
* The International Thermonuclear Experimental Reactor (ITER) - เตาปฏิกรณ์ฟิวชัน ตั้งอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศส กำหนดเสร็จปี 2015 ถ้าทำงานแล้วจะผลิตพลังงานฟิวชันได้ 500 MW ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
* สถานีอวกาศนานาชาติ - เวอร์ชันสมบูรณ์ กำหนดเสร็จปี 2011
* หอคอยพลังแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย - สูง 3,280 ฟุตหรือประมาณหนึ่งกิโลเมตร ที่ต้องสร้างให้สูงขนาดนี้เพราะต้องการทดสอบหลัก “อากาศร้อนลอยขึ้น” ว่าจะเอามาปั่นไฟได้ขนาดไหน หอคอยที่ทำงานเต็มประสิทธิภาพจะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 200 MW
* โปรแกรมจำลองสภาพอากาศโลก - เหมือน SETI@Home แต่เป็นการจำลองภาวะโลกร้อนแทน รายละเอียดดูได้จาก climateprediction.net
* กล้องโทรทรรศน์ James Webb Space Telescope - NASA สร้างแทนกล้องฮับเบิลตัวเก่า จะลอยในวงโคจรระดับ 1.5 ล้านกิโลเมตรเหนือผิวโลก สูงกว่าฮับเบิล 3 เท่าตัว กำหนดเสร็จปี 2013
* Svalbard International Seed Vault - นอร์เวย์ขุดถ้ำใต้ภูเขาบนเกาะแถวๆ ขั้วโลกเหนือ เพื่อเก็บรักษาพันธุ์พืชที่เป็นอาหารทุกชนิดในโลก ป้องกันการสูญพันธุ์พืชในอนาคต
* ลิฟต์อวกาศ - เพื่อขนย้ายวัตถุขึ้นสู่วงโคจรได้ในราคาถูกกว่าการยิงจรวด
* ANTARES - กล้องโทรทรรศน์ใต้น้ำ เป้าหมายคือตรวจหาอนุภาคนิวตริโน อยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตอนใต้ของฝรั่งเศส

แหล่งทีมา :Discovery Channel
http://www.blognone.com

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551

WiMax เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

WiMax คืออะไร ?

WiMax เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่คาดหมายกันว่า จะถูกนำมาใช้งานในอนาคต อันใกล้นี้ โดย WiMax เป็นชื่อย่อของ Worldwide Interoperability for Microwave Access ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่ถูก พัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งต่อมา ก็ได้พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.16a ขึ้น โดยได้อนุมัติออกมาเมื่อเดือนมกราคม 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่งมีรัศมีทำการที่ 30 ไมล์ หรือเป็นระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า WiMax สามารถ ให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มากถึง 10 เท่า ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีอัตราความเร็วในการส่งผ่าน ข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G ถึง 30 เท่าทีเดียว

แม้ว่าในขณะนี้ WiMax จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ WiMax ก็ถือว่า เป็นเทคโนโลยีที่มีอนาคตสดใส เป็นทางเลือก หนึ่งที่จะเข้ามาช่วยตอบสนองความต้องการการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งมีแนวโน้มเติบโต อย่างรวดเร็วได้เป็นอย่างดี และหากมองถึงประโยชน์ในการ ขยายเครือข่ายบรอดแบนด์ให้เข้าถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลแล้ว ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานทุกคนที่จะมีโอกาสได้ใช้เครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงอย่าง เท่าเทียมกัน รวมไปถึงการช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาดให้กับเหล่าโอเปอเรเตอร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย รวมทั้งบรรดาผู้ผลิต อุปกรณ์ที่ เกี่ยวข้อง และเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยี WiMax อย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับที่ Wi-Fi ประสบความสำเร็จอยู่ในปัจจุบัน

แหล่งที่มาของข่าวสารเรื่อง : WiMax เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
http://www.nextproject.net
http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=403665

Streaming Media Technology

รู้จัก Streaming Media Technology

ปัจจุบันนี้สื่อผสม(Multimedia) ได้มีการนำมาใช้ในงานนำเสนอในหลายรูปแบบสำหรับวิธีการส่งข้อมูล Audio และ Video ผ่าน web browser มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆคือ การใช้ Web Server ในการนำข้อมูลส่งไปยัง โปรแกรมที่ใช้นำเสนสื่อนั้นๆ และอีกวิธีหนึ่งคือการใช้ Streaming Media Server ซึ่งจะใช้ Server โดยเฉพาะในการให้บริการข้อมูล Audio/Video ถ้าเป็นเมื่อก่อน การนำเสนอสื่อ Audio/Video บน Web จะใช้การ download-and-play ซึ่งการที่จะชมสื่อนั้นๆได้นั้น จะต้องทำการ download ข้อมูลทั้งหมดมาก่อนจึงจะสามารถเล่นได้ ซึ่งถึงแม้จะเป็นสื่อขนาดเล็กเพียง 30 วินาทีก็ตาม อาจจะต้องใช้เวลา Download ถึง 20 นาทีก่อนที่จะสามารถนำมาใช้ฟัง/ชม ได้
แต่ปัจจุบันการชม Audio/Video จาก Streaming Media Server จะแตกต่างออกไป โดยที่ Streaming Media file จะเริ่มเกือบจะในทันทีที่เล่น ระหว่างที่ข้อมูลกำลังถูกส่ง ผู้ชมสามารถรับฟัง/ชม สื่อนั้นๆได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ download ข้อมูลทั้งหมดก่อน ไม่ว่าสื่อนั้นๆจะมีขนาด 30 วินาที หรือ 30 นาทีก็ตาม โดยมี Buffer เป็นตัวช่วย จุดเด่นของการใช้ Streaming Media Server : เป็นผู้ให้บริการ1. ใช้ Protocol ซึ่งเหมาะสมกับการนำเสนอ Realtime Audio/Video ซึ่งก็คือ UDP2. ถูกออกแบบเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้จำนวนมาก3. สามารถเพิ่มบริการพิเศษต่างๆได้เช่น pay-per-view หรือการติดโฆษณา4. สามารถปรับเปลี่ยน การส่งข้อมูลให้เหมาะสมสำหรับ client แต่ละรายได้ดี5. สามารถควบคุมการนำเสนอได้ เช่นควบคุมให้ดูได้เฉพาะกลุ่ม หรือช่วงเวลา

แหล่งที่มาของข่าวสารเรื่อง : Streaming Media Technology
http://www.nextproject.net

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ThE ViRuS..!

McAfee ระบุ .HK ครองแชมป์เสี่ยงติดไวรัสมากที่สุด


ตอนนี้ มีรายงานใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับโดเมนที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์อันตราย
โดย ตอนนี้ มีรายงานใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับโดเมนที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์อันตราย รายงานนี้จัดทำขึ้นโดย McAfee ผู้นำทางด้านระบบแอนตี้ไวรัสและความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ ในรายงานฉบับนี้ของ McAfee ระบุว่า เว็บไซต์ที่มีโดเมนเนม ลงท้ายด้วย .hk จำนวน ประมาณ 19.2 เปอร์เซ็นต์ เป็นเว็บไซต์อันตราย ซึ่งถือว่า นามสกุล .hk (hong kong) นั้นเป็นนามสกุลโดเมนเนมที่มีเว็บไซต์อันตรายมากที่สุดในโลก นอกจาก .hk แล้ว ยังมีการระบุว่า เว็บไซต์ที่มีนามสกุล .cn ของจีน , .info (information) ,.com มีจำนวนเว็บไซต์ ประมาณ 11.8 % 11.7% 5% ที่เป็นเว็บไซต์อันตราย ตามลำดับ

จากรายงานฉบับนี้ของ McAfee น่าจะทำให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ทั่วโลกตื่นตัวไม่น้อย ซึ่งผู้เขียนขอแนะนำวิธีง่ายๆ สำหรับการเข้าเว็บไซต์อย่างปลอดภัย โดยส่วนใหญ่แล้ว พวกเราทุกคนมักจะหาเว็บไซต์ที่ต้องการ จาก Search Engine อย่าง Google ขอให้สังเกตสักนิด ตรงผลการค้นหาของกูเกิล ถ้าเราสังเกตดีๆจะรู้เลยว่าเว็บไซต์ไหนไม่ปลอดภัย เพราะว่า กูเกิลได้ทำการสำรวจและวิเคราะห์เว็บไซต์เหล่านั้นมาแล้ว ซึ่งสังเกตได้จาก ประโยคที่ว่า This site is dangerous หรือ เว็บไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อเครื่องของคุณ
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ที่ถูกระบุว่า เป็นอันตราย อาจจะไม่ทำอันตรายต่อเครื่องคุณก็ได้ ในทางกลับกัน เว็บไซต์ที่ไม่ถูกระบุว่าอันตราย ก็อาจจะกลับกลายเป็นมัจจุราชทำลายเครื่องคุณก็ได้ ดังนั้น ควรท่องโลกอินเตอร์เน็ตด้วยความระแวดระวังอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์อันเป็นที่รักของเรา

แหล่งที่มาข้อมูล : http://technology.impaqmsn.com/article.asp?id=7252&art=product